การพัฒนาที่ยั่งยืน

ปัจจัยความเสี่ยง

ทุกวันนี้การดำเนินธุรกิจมักจะมีความไม่แน่นอน การจัดการความเสี่ยงเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจเมื่อเกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ดังนั้นเอไอทีจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือจัดการธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันเช่นเดียวกับการเตรียมตัวให้พร้อมกับการแข่งขันในอนาคต

บริษัทตระหนักถึงผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงและได้จัดทำมาตรการที่จะลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ บริษัทยังได้ทบทวน ประเมินปัจจัยเสี่ยงและอุปสรรคใหม่ๆที่อาจส่งผลกระทบบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงการเข้าทำโครงการและลงทุน (Risk Committee) ขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เพื่อบริหารความเสี่ยงจากโครงการอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อลักษณะการขายแบบโครงการของบริษัท

วัตถุประสงค์หลักของการจัดการความเสี่ยงคือทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าหมายขณะที่ยังคงสร้างลักษณะความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ

ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนเทคโนโลยี

เนื่องจากธุรกิจด้านไอทีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทต้องดำรงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน บริษัทมีการกระตุ้นวิศวกรและพนักงานขายรวมทั้งเจ้าหน้าที่การตลาด เพื่อให้ติดตามการพัฒนาทางเทคโนโลยี และเข้าร่วมการสัมนาทางวิชาการต่างๆ เพื่อให้สามารถอยู่ในฐานะผู้นำในสาขา และนอกจากนี้เอไอทียังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรธุรกิจ เพื่อให้เข้าใจในภาพของการพัฒนาตลาดและเทคโนโลยีหลัก

ความเสี่ยงในการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่

รายรับส่วนใหญ่มาจากการขายและบริการติดตั้งเครือช่ายให้กับ บมจ. กสท. โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที ประมาณกว่าร้อยละ 46 ของรายรับทั้งหมด แม้จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงแต่เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังคงไม่พัฒนาเต็มที่ ดังนั้นการลงทุนดังกล่าวจะมาจากภาคราชการเกือบทั้งหมดเพื่อเป็นการสนับสนุนวาระแห่งชาติในด้านไอที เช่น e-education, Broadband Internet และอีกหลายโครงการ วาระแห่งชาติทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้าน ไอซีที การขายเครือข่ายหลักถือว่าเป็นความชำนาญในระดับประเทศยากที่จะหาคู่แข่งมาเปรียบเทียบได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่บริษัทจะเป็นผู้ค้าหลักในตลาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ลักษณะลูกค้าของบริษัทประกอบด้วยกลุ่มองค์กรราชการรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

กลุ่มลูกค้า ลูกค้า อัตราส่วนรายได้/รายได้รวม
Telecom I: ได้แก่ กลุ่มธุรกิจด้านการสื่อสารเคลื่อนที่และสื่อสารไร้สาย(Mobile & Wireless Group) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 34%
Telecom II : ได้แก่ กลุ่มธุรกิจด้านโทรศัพท์พื้นฐานและเครือข่ายแบบ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 12%
กลุ่ม Enterprise : กลุ่มลูกค้าที่เป็นองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆมีสาย(Fixed Line & Network Group) หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรธุรกิจภาคเอกชน ภาคการศึกษา ฯลฯ 54%

นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนที่จะทำสัญญาให้บริการในระยะยาวกับลูกค้าหลักของเรา เพื่อจะเป็นการรักษาสมดุลกับรายได้จากโครงการชัดเจนว่าบริษัทพยายามอย่างยิ่งที่จะลดความเสี่ยงอันเกิดจากการพึ่งพาลูกค้าน้อยราย และกำลังพยายามมองหาโอกาสที่จะกระจายฐานลูกค้าในอนาคต รายได้ที่เพิ่มจากการขยายฐานลูกค้าในอนาคตก็จะสามารถเปรียบเทียบได้กับรายได้จากลูกค้าหลัก แต่ในขณะเดียวกันบริษัทก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าปัจจุบันให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ความเสี่ยงด้านการพึ่งพาบุคลากร

ธรรมชาติของธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พึ่งพาอย่างมากกับบุคลากรทั้งในด้านการตลาด วิศวกรรม และด้านการดำเนินงาน ทรัพยากรบุคคลที่มีค่าเหล่านี้ ต้องใช้เชี่ยวชาญในด้านการแนะนำ การออกแบบ และการดำเนินงาน ขายสินค้าและบริการของเอไอที ปัจจุบันเรามีพนักงานรวม 286 คนโดยกระจายไปตามสายงานต่างๆเหล่านี้

  • การขายและการตลาด
  • บริการลูกค้า (ด้านวิศวกรรม)
  • ซอฟต์แวร์
  • จัดการโครงการ
  • การเงินและการบริหาร

พนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นวิศวกร แต่ละคนมีประสบการณ์ทำงานประมาณ 4-6 ปี และในปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการออกของพนักงานเพียงร้อยละ 3-4 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพื่อที่จะรักษาทรัพยากรบุคคล บริษัทมีรูปแบบของการจูงใจและให้สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี บริษัทยังได้มีระบบตรวจสอบภายในเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะสูญเสียบุคคลกรที่สำคัญเพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

เอไอทีได้พัฒนาโครงสร้างองค์กรในหลายระดับและมีระบบการทดแทนกันหากเกิดกรณีที่พนักงานหลักไม่พร้อมทำงานก็จะสามารถมีพนักงานทดแทนได้ในทันที ทุกสัปดาห์จะมีการประชุมภายในโดยพนักงานในระดับอาวุโส เพื่อรับทราบและพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้น และเพื่อกำหนดมาตรการที่จำเป็นทันที ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาในการทำงานที่อาจเกิดขึ้นได้

ความเสี่ยงด้านการพึ่งพาผู้ค้ารายใหญ่มากกว่าร้อยละ 25

ปกติแล้วบริษัทจะซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตที่ตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย และบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักที่โดดเด่น และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ซิสโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชั้นนำของโลกในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสาขา IP (Internet Protocal)

ในปี 2557 บริษัทสั่งซื้ออุปกรณ์เครือข่ายจาก Cisco systems เป็นมูลค่ามากถึงประมาณร้อยละ 26 ของต้นทุนขายทั้งหมด สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องมีมูลค่าการสั่งซื้อจากบริษัท ซิสโก้ ในแต่ละปีมากเช่นนี้ก็ด้วยเหตุที่ว่าสินค้าจากบริษัทซิสโก้ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ เอไอทีได้ลงทุนอย่างมากในการฝึกอบรมวิศวกรและพนักงานขายเพื่อให้ได้รับการรับรองจากบริษัทซิสโก้ ตลอดมาจนทำให้ เอไอทีได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทซิสโก้ ให้เป็นคู่ค้าในระดับ Gold Partner ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดมาหลายปี

การอยู่ในระดับ Gold Partner มานานนี่เองทำให้เราได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเทคนิคและส่วนลดทางการค้าที่ดีกว่าคู่ค้าในระดับอื่นที่อยู่ในระดับรองลงมา แม้กระนั้นในการลดความเสี่ยงที่เกิดจากการพึ่งพาคู่ค้าที่รายเดียวในระดับที่สูง บริษัทยังได้เป็นคู่ค้ากับผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในระดับเดียวกันกับ Cisco System ผู้ผลิตเหล่านี้ก็เป็นผู้ผลิตชั้นนำในสาขาของตน

ความเสี่ยงด้านการส่งมอบโครงการ

โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารมักจะมีอายุการส่งมอบโครงการประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละโครงการถ้าบริษัทไม่สามารถส่งมอบโครงการในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา บริษัทอาจถูกปรับจากการส่งงานล่าช้าได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีล่าสุดนี้ บริษัทถูกปรับจากการส่งมอบงานล่าช้าคิดเป็นมูลค่าน้อยกว่าร้อยละ 1 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ซึ่งถือได้ว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทในธุรกิจเดียวกัน

สาเหตุหลักของความล่าช้าของโครงการมักจะมาจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเช่น ความล่าช้าจากการส่งของจากคู่ค้า หรือการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ที่ติดตั้งพื่อที่จะป้องกันบทปรับที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการโครงการอย่างชัดเจน กระบวนวิธีนี้ต้องอาศัยการติดตามโครงการอย่างใกล้ชิดและการประสานงานที่ดีระหว่างบริษัท ลูกค้า และผู้ผลิต ซึ่งทำให้สามารถระบุปัญหาและลดผลกระทบต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เมื่อเริ่มโครงการ บริษัทจะติดตามและตรวจสอบระยะเวลาการส่งมอบโครงการอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามหากลูกค้ามีความต้องการใช้ระบบงานที่สั่งไว้อย่างเร่งด่วน บริษัทก็สามารถจัดหาระบบงานสำรองเพื่อใช้งานชั่วคราวระหว่างรอการส่งมอบโครงการอย่างสมบูรณ์ต่อไป

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

โดยทั่วไปก่อนดำเนินโครงการ บริษัทต้องประมาณการต้นทุนโครงการล่วงหน้าเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อจะใช้ในขบวนการประมูลงานโครงการต่างๆ ซึ่งหากต้องการนำเข้าอุปกรณ์บางส่วนจากต่างประเทศ ต้นทุนโครงการอาจได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 บริษัทมียอดคงเหลือของเจ้าหนี้การค้าที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศจำนวน 10.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และมียอดคงเหลือของสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อใช้สำหรับจ่ายชำระค่าสินค้าเป็นจำนวน 9.3 ล้านเหรียญ โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงล่วงหน้าไว้คือ 32.12 ถึง 33.21 บาท ต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ จากความเสียงข้างต้น บริษัทได้กำหนดวิธีลดความเสี่ยงดังกล่าวโดย

  • กำหนดค่าความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมในการคำนวณต้นทุนโครงการ
  • การทำสัญญาซื้อ-ขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าครอบคลุมทั้งจำนวน

โดยในปี 2557 นี้ บริษัทได้เตรียมการใช้เครื่องมือต่างๆ ทางการเงินเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ

ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศนับว่าเป็นธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก เนื่องจากได้รับนโยบายของรัฐหรือกฎหมายมาสนับสนุนเรื่องการลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง นโยบายเหล่านี้ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมให้มีโอกาสเข้าร่วมประมูลงานเพื่อการดำเนินโครงการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐในโครงการต่างๆ เหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบทั้งบวกและลบต่อโอกาสทางธุรกิจของบริษัท อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งข่าวให้นักลงทุนทราบอย่างต่อเนื่อง